Blog

Environment

มารู้จัก 6Rs กัน – Rethink Refuse Reduce Reuse Repair Recycle

R เป็นตัวอักษรที่ถูกใช้มากที่สุด เวลาพูดถึงการรณรงค์เรื่องขยะ
.
ที่เป็นพื้นฐาน เห็นกันบ่อย ๆ คือ 3Rs – Reduce Reuse Recycle เบื้องต้นทำได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว และเอาจริง ๆ ทำไม่ง่ายด้วยนะ
.
ดังนั้นใครที่ทำได้ จงภูมิใจ
.
แต่ถ้าใครอยากจะไปต่อ ขอนำเสนอเพิ่มอีก 3 – Rethink Refuse Repair รวมเป็น 6Rs
.
ขออธิบายทั้ง 6Rs ในแบบง่าย ๆ
.
Rethink : มีคนตั้งคำถามว่าทำไม rethink ถึงมาอยู่ก่อนอันอื่น ผมมีคำตอบให้ตัวเองว่ามันเป็นเรื่องการคิดอีกครั้งก่อนจะบริโภคอะไร ยกตัวอย่างเราจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ แล้วเราคิดอีกครั้ง สุดท้ายเราอาจจะไม่ซื้อ และเมื่อไม่ซื้อตั้งแต่แรก อย่างอื่นก็จะไม่ตามมา
.
Refuse : ปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น เราเลือกได้ การเลือกปฏิเสธ ไม่รับของแถม ไม่รับของฟรี ไม่ใช่การยอมโดนเอาเปรียบ แต่ที่ไม่รับเพราะมันไม่จำเป็น รับมาก็ไม่ได้ใช้ – refuse things you don’t need
.
Reduce : ลดการใช้ ลดขยะ ลดการใช้ทรัพยากร ลดต้นทุน ใช้ให้พอดี
.
Reuse : อันนี้ต้องเริ่มตั้งแต่เลือกของที่ใช้ซ้ำได้ ถึงแม้ว่าในการนำกลับมาใช้ใหม่นั้น อาจจะต้องทำความสะอาด จึงใช้ทั้งเวลาและทรัพยากรอยู่เหมือนกัน ก็ถือว่ามีต้นทุน แต่มันก็ยังดีกว่าการใช้แค่รอบเดียว
.
Repair : ของบางอย่างที่ซ่อมได้ ไม่ควรทิ้ง โดยเฉพาะเมื่อคิดคำนวนแล้วคุ้มค่าที่จะซ่อม ของที่ไม่คุ้มที่จะซ่อม ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่ถ้าเป็นของทั่วไป เสื้อผ้า กระเป๋า เก้าอี้ ซ่อมได้ซ่อมเถอะ ก่อนที่จะซื้อใหม่ – repair before you replace
.
Recycle : เป็นอันสุดท้าย เพราะมีต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากการรวบรวม กระบวนการรีไซเคิลใช้ทรัพยากร รวมถึงมีต้นทุนสิ่งแวดล้อมด้วย แต่ถ้าถามว่าการแปรรูปนำกลับมาใช้ใหม่จำเป็นหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าจำเป็นมาก แต่ขอเป็น last option
.
จริง ๆ ก็มี R อื่นอีก อย่างเช่น Refill, Return, Replace ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะแตกย่อย เพิ่มเข้าไปอีกเป็น 7Rs 8Rs หรือ 9Rs
.
สุดท้าย ขอให้ตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่า ใช้เท่าที่จำเป็น นำกลับมาใช้ใหม่ อย่าให้เหลือทิ้งเป็นภาระกับโลก กับคนรุ่นต่อไป
.
ก็พอแล้ว
.
#6Rs #rethink #refuse #reduce #reuse #repair #recycle

Environment

เพราะโลกใบนี้เป็นของคนรุ่นถัดไป

เด็กกับสิ่งแวดล้อม

เพราะโลกใบนี้เป็นของคนรุ่นถัดไป
:
หลานชายของผมอายุ 3 ขวบ 11 เดือน ผมเริ่มวางแผนที่จะปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับหลานแล้ว
:
ที่คิดไว้คร่าวๆ คือ
:
หนึ่ง สอนให้เค้ารู้จักประหยัดทรัพยากร ไม่เปิดไฟทิ้งไว้ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆทิ้งไว้ อันไหนไม่ได้ใช้ จะต้องปิด (จริงๆสอนให้มาเรียกผู้ใหญ่ไปปิดมากกว่า)
.
เรื่องการใช้น้ำ จะต้องใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพราะน้ำนั้นมีความสำคัญหลายอย่าง และไม่ใช่แค่เรื่องการใช้น้ำในบ้าน แต่จะชี้ให้เห็นความสำคัญของแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆด้วย
:
สอง เรื่องขยะ จะพยายามปลูกฝังให้เค้าลดการสร้างขยะ ทำให้เค้ารู้สึกว่า การพกขวดน้ำ ถุงผ้าเป็นเรื่องปกติ
.
สร้างนิสัยเรื่องการแยกขยะ ค่อยๆบอกให้เค้ารู้ว่า ของบางอย่างไม่ควรทิ้งรวมกัน เพราะสิ่งที่เราทิ้งแล้ว อาจจะมีคนเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้
.
เวลาอยู่ข้างนอกแล้วเจอถังขยะแบบแยกประเภท ก็จะสอนเค้าให้ทิ้งให้ถูกต้อง (อย่างคราวก่อนที่ไปวัด ก็ชี้ให้หลานดู และสุดท้ายหลานก็เอาขยะไปทิ้งถูกถังด้วย)
:
สาม จะคอยบอกให้เค้ารักธรรมชาติ รักป่า รักทะเล รักต้นไม้ รักน้ำ เพราะเชื่อว่าถ้าเค้ารักสิ่งเหล่านี้แล้ว เค้าจะพยายามรักษามันไว้
:
บางคนอาจจะสงสัยว่าซีเรียสไปมั้ย เค้าเป็นแค่เด็กเอง
.
แต่ตรงนี้ผมมองว่าขึ้นอยู่กับวิธีสอนของเรามากกว่า เราค่อยๆปลูกฝังเค้าในเรื่องเหล่านี้ บอกเค้าด้วยเหตุและผล เชื่อสิว่าเด็กๆเค้าคิดได้ เค้าเข้าใจ และที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้จะติดตัวเค้าไปจนโต
:
เรื่องสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ ดีที่สุดครับ
:
จากใจ Admin – keep dot eco (ผู้เป็นคุณลุง คุณน้า คุณอา ของหลานๆหลายคน)
:
ปล. การปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เด็ก เป็นหนัาที่ของผู้ใหญ่

#keepdoteco #nextgen

Reduce waste

ใครใครก็ช่วยโลกได้ แค่กินอาหารให้หมด

คุณเคยกินอาหารไม่หมด แล้วต้องทิ้งที่เหลือมั้ย?

นานมาแล้ว ผมอ่านเจอแคมเปญรณรงค์เกี่ยวกับ “อาหารเหลือทิ้ง” ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำขึ้นโดยสภาป้องกันทรัพยากรธรรมชาติ หรือ National Resources Defense Council (NRDC) จำได้ว่าชอบแคมเปญนี้มาก จนคราวนี้ต้องกลับไปค้นหาอ่านอีกครั้ง

เนื้อหาของแคมเปญจะนำเสนอว่า อาหารจำนวนมากเหลือทิ้งไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยคนอเมริกัน 1 คน จะทิ้งอาหารถึง 290 ปอนด์ต่อปี, ครอบครัวอเมริกันที่มีสมาชิก 4 คน จะจ่ายเงิน 1,500 เหรียญ ในการซื้ออาหารที่สุดท้ายไม่ได้กิน, หรือ การทิ้งไข่ไก่ 1 ฟอง เท่ากับทิ้งน้ำ 55 แกลลอน

และเมื่อพูดเรื่องนี้แล้ว ผมก็นึกขึ้นได้อีกอันนึง อันนี้ของไทย เป็นโฆษณาสมัยผมเด็กๆ ของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โครงการ “รวมพลังหาร 2”

เนื้อหาของโฆษณาพูดถึงนักธุรกิจคนนึง กินอาหารเหลือ คือ ปลาทอดทั้งตัวที่กินไปเพียงนิดเดียว แต่แทนที่จะห่อไปกินต่อที่บ้าน เขากลับเล่นมุกตลก บอกให้พนักงานของภัตตาคารเอาปลาตัวนี้ไปปล่อย แล้วก็หัวเราะกันกับเพื่อนร่วมโต๊ะ สุดท้ายแม่ของนักธุรกิจคนนี้มาเห็น จึงตำหนิ และทำโทษด้วยการให้เขาท่องบทกลอน

แม้โฆษณาตัวนี้ จะเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน แต่เนื้อหาก็สื่อเรื่องทรัพยากรหลายๆอย่างได้ดีเช่นกัน

ปัญหาอาหารเหลือทิ้ง เป็นปัญหาใหญ่ เพราะการจะได้อาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมา จะต้องแลกด้วยทรัพยากรต่างๆ เช่น น้ำ, แรงงาน, พลังงาน, เงิน, และเวลา หรือพูดง่ายๆคือ ถ้าคุณทิ้งอาหาร เท่ากับคุณทิ้งสิ่งที่ว่ามาทั้งหมด

wasting food = wasting everything

ดังนั้น แค่เรากินอาหารไม่ให้เหลือทิ้ง ก็เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และถือว่าได้ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วครับ ^^

Admin – keep.eco

ปล. ผมเชื่อว่าคนรุ่นผมหลายๆคน จำบทกลอนที่นักธุรกิจคนนั้นท่องได้ ”ป.ปลานั้นหายาก ต้องลำบากออกเรือไป ขนส่งจากแดนไกล ใช้น้ำแข็งเปลืองน้ำมัน แช่เย็นก็เสียไฟ หุงต้มไซร้ก๊าซทั้งนั้น พลังงานต้องหมดกัน โอ้ลูกหลานจำจงดี”

Reduce waste

เคยได้ยินคำว่า upcycle กันมั้ยครับ?

อัพไซเคิล คือ การเอาวัสดุเหลือใช้ มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เปลี่ยนรูปแบบไปเลย ซึ่งวัสดุพวกนั้นส่วนใหญ่จะเอาไปรีไซเคิลไม่ได้แล้ว พูดง่ายๆ ต้องปล่อยทิ้งหรือทำลายเท่านั้น ซึ่งการอัพไซเคิล เป็นการเอามาใช้อีกรอบนึง วิธีนี้จึงเป็นประโยชน์กับโลกไม่แพ้รีไซเคิล

ยกตัวอย่างใกล้ตัวอย่างกล่องนมนี่แหละ กล่องนมประกอบด้วยวัสตุต่างๆซ้อนกันหลายชั้น การจะรีไซเคิลกล่องนม ต้องแยกวัสดุพวกนี้ออกจากกันเป็นแต่ละประเภท ซึ่งน่าจะยากและไม่คุ้มแน่นอน กล่องนมจึงไม่ถูกรีไซเคิล

แย่ไปกว่านั้นคือ กล่องนมเป็น single-use container หรือภาชนะประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ส่วนใหญ่จึงไม่มีใครดูดนมหมดกล่อง แล้วเอากล่องนั้นไปใช้ใส่ หรือใช้เก็บอะไรได้อีก

กล่องนมจะถูกทิ้งเป็นขยะ รอการเผาทำลาย ฝั่งกลบ หรือถ้าซวยหน่อย จัดการขยะไม่ดี ก็หลุดรอดสู่ธรรมชาติ เราก็จะได้เห็นขยะกล่องนมไม่ว่าจะบนภูเขา หรือชายหาด กล่องนมจากมือเรา จึงกลายเป็นภาระให้กับโลก

แต่โชคยังดีที่กล่องนมสามารถนำไปอัพไซเคิลได้ ขยะกล่องนมเหล่านั้นจะถูกทำให้กลายเป็นโต๊ะเก้าอี้สำหรับนักเรียน กลายเป็นกระเบื้องมุงหลังคา นับว่าเป็นการอัพไซเคิลที่มีประโยชน์มากๆ

ซึ่งฟังดูเหมือนเจอทางออก แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เนื่องจากในความเป็นจริง มีน้อยคนที่กินนมเสร็จแล้ว จะเก็บกล่องเอาไว้ไม่ทิ้ง เพราะการจะเก็บ ต้องแกะกล่องนมมาล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง หากไม่แกะล้าง นมที่เหลือนิดหน่อยก้นกล่องจะบูดเน่า คราวนี้ก็จะกลายเป็นขยะของจริง

ขั้นตอนการแกะล้าง จึงถือว่าเป็นขั้นตอนวัดใจ ระหว่างทิ้งสบายๆ ก็เพราะของมันทำมาให้ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งอยู่แล้ว กับการเสียเวลาล้างเก็บ ส่งไป upcycle

สมัยก่อนเลยผมก็ไม่เคยทำ แต่พอคิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่าของแบบนี้ไม่ลองไม่รู้ ก็เลยลองเริ่มทำดู จากที่เคยทิ้ง ลองเปลี่ยนมาเป็นล้างเก็บ

แรกๆก็แกะกล่องนมเพื่อล้างไม่ค่อยเป็น ทำให้พอกินเสร็จแล้ว ก็เกิดความรู้สึกขี้เกียจจะล้างจะทำอะไร แต่ต่อมา เมื่อทำไปทำไป หลังๆนี่แกะคล่องมาก กินเสร็จก็แกะกล่องล้างเลย ล้างแล้วผึ่งไว้ตรงที่ล้างจาน แห้งปุ๊ปก็เก็บรวบรวม ทำแบบนี้มาเรื่อยๆจนชิน เปลี่ยนพฤติกรรมจนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว

ที่เอามาเล่านี่ไม่ได้พยายามจะอวดว่าผมรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมมากกว่าคนอื่น หรือจะบอกให้ทุกคนต้องทำแบบผม แล้วใครที่ไม่ทำแบบผมคือผิด ผมว่าคนเรามี way of life ของตัวเอง การที่ผมทำแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าผมมีสิทธิ์ไปบอกให้ใครทำตาม ผมเคารพสิทธิ์ในการใช้ชีวิตของทุกคน

ดังนั้นไม่บังคับนะ แต่เป็นการให้ข้อมูลเพื่อเชิญชวนครับ ^^

ตอนที่ผมเก็บได้เยอะๆ แล้วส่งไปให้เค้าทำเป็นกระเบื้อง ทำเป็นโต๊ะนักเรียน พอเค้า upcycle เสร็จ เค้าก็นำไปส่งมอบต่อ ได้ช่วยนักเรียน ได้ช่วยคนที่ต้องการกระเบื้องมุงหลังคา ผมว่ามันน่าภูมิใจออก ^^

ลองดูครับ

ปล. ไว้คราวหน้า ผมจะมาให้ข้อมูลว่าที่ไหนรับบริจาคกล่องนมบ้างนะครับ

#keepdoteco #upcycle #milkcartons #reducewaste


Reduce waste

3 สาเหตุหลักที่ หลอดพลาสติก เป็นภัยคุกคามสิ่งแวดล้อม

keepdoteco wp fi 150818.001

1. การรีไซเคิล หลอดพลาสติก ไม่ค่อยมีใครทำ แม้ว่าหลอดพลาสติกส่วนใหญ่จะทำมาจากพลาสติกเบอร์ 5 (type 5 plastic, or polypropylene) ซึ่งสามารถรีไซเคิลแปรรูปแล้วนำกลับมาใช้ได้ แต่ในความเป็นจริง ไม่ค่อยมีใครรับหลอดไปรีไซเคิลเท่าไหร่นัก

2. พลาสติกย่อยสลายในธรรมชาติได้ยาก อาจจะใช้เวลาเป็นร้อยปี ที่สำคัญส่วนใหญ่แล้วพลาสติกจะไม่ได้ย่อยสลายกลายเป็นสสารตามธรรมชาติ มันแค่ย่อยเป็นชิ้นเล็กลง แต่ยังอยู่ในรูปของพลาสติกเหมือนเดิม เท่านั้นยังไม่พอ ในกระบวนการย่อยนี้ ยังปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายออกมาสู่สิ่งแวดล้อมด้วย

3. หลอดพลาสติกจะถูกใช้แล้วทิ้งเสมอ ด้วยความที่มีราคาถูก หลอดพลาสติกจึงไม่ถูกใช้ซ้ำ หลอดบางหลอดถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์เพียงไม่กี่วินาที อย่างเช่น คุณซื้อเครื่องดื่มมา เสียบหลอดแล้วดูดจนหมดในเวลา 30 วินาที นั่นแหละ อายุการใช้งานของหลอดอันนั้น ก่อนที่จะถูกทิ้งให้ใช้เวลาย่อยสลายอีกเป็นร้อยปี

รู้แบบนี้แล้ว มาลดการใช้หลอดพลาสติกกันเถอะ

#keepdoteco #reduceplasticwaste #changesingleuseplastichabit

Reduce waste

ถ้ามนุษย์เราเลิกทิ้ง ขยะพลาสติก วันนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?

คำถาม “ถ้ามนุษย์เราเลิกทิ้ง ขยะพลาสติก วันนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?”

คำตอบ คือ ถึงเราเลิกทิ้งขยะพลาสติกในวันนี้ ขยะพลาสติกก็ยังตกค้างอยู่บนดินอยู่ในน้ำเยอะมากเหมือนเดิม นั่นก็เพราะว่าพวกเราทิ้งกันมาหลายสิบปีแล้ว

ตั้งแต่พลาสติกชิ้นแรกถูกคิดค้นขึ้นมาบนโลกในปี 1862 หรือมากกว่า 150 ปีที่แล้ว ถ้าพลาสติกชิ้นนั้นถูกทิ้งไว้ในธรรมชาติ จนถึงปัจจุบันนี้พลาสติกชิ้นนั้นก็จะยังไม่ย่อยสลายไป เพราะพลาสติกใช้เวลาในการย่อยสลายประมาณ 450-500 ปี

ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่เราพอจะทำได้ คือ “ลดการเพิ่มปริมาณขยะพลาสติกให้โลก”

ผมอยากแชร์ให้ฟังจากประสบการณ์ในการลดการใช้ single-use plastic ของตัวเอง อย่างเรื่องการเติมน้ำใส่กระบอกไว้กินเวลาออกไปข้างนอก แทนการซื้อน้ำขวดพลาสติก

แรกๆจะรู้สึกไม่ชิน ไม่สะดวก แต่พอทำไปซักพักจะค่อยๆชินไปเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะมนุษย์เราคุ้นเคยกับความสะดวกสบายของการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งมานานมาก การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตก็ย่อมต้องใช้เวลาในการปรับตัวเสมอ

อยากชวนให้ทุกคนลองปรับเปลี่ยนดู จริงๆแล้วไม่ใช่เพื่อโลก หรือเพื่อใคร แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อตัวเราเอง

และใช้เวลาไม่นาน เราก็จะชินครับ พอชินแล้วเราก็จะรู้สึกว่าการลดขยะพลาสติกไม่ได้ยากเลย

ลองดู ^^

#keepdoteco #reduceplasticwaste #changesingleuseplastichabit